หากเธอยังจำเพลงนี้ได้

posted on 17 Feb 2010 13:50 by teeanmai

ผมเป็นพวกชอบฟังเพลงมาตั้งแต่เด็ก เพลงที่ฟังมีตั้งแต่ลูกทุ่ง หมอลำ
และกว่าจะสามารถปรับสภาพหูให้ฟังเพลงสากลได้ ก็รู้ตัวว่าเข้าวัยเบญจเพสแล้ว

กรณีเพลงลูกทุ่งนั้น พ่อเป็นดีเจเอกประจำบ้าน
ตั้งแต่ตีห้า เสียงทูล ทองใจ ก้าน แก้วสุพรรณ สุรพล สมบัติเจริญ ผ่องศรี วรนุช วงจันทร์ ไพโรจน์ ที่รายการวิทยุเปิดยามเช้านั้นยังลอยวนในความคิดถึงเสมอ

เพลงลูกทุ่งที่พ่อฟังอย่าง เดือนต่ำดาวตก ดาวจรัสแสง น้ำตาผัว แม่พิมพ์ของชาติ ลมหนาวสาวครวญ ทำให้ยามเช้ามีชีวิตชีวาเหลือหลาย เตียง เพียงใจ ส.สะพานมอญ ถ่านไฟฉายตรากบ ยำน้ำงูเห่าตราพระลอ จนมาถึงยุคสายัณห์ สัญญา ยอดรัก สลักใจ สุรชัย สมบัติเจริญ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ยาประดงพระสังข์ทรงช้าง แป้งฝุ่นหอมฮอลลีวู้ด กลมกลืนกับชีวิตเราเหลือเกิน คือ ได้แต่ฟังนั่นแหละ ไม่ได้ซื้อใช้หรอก

ส่วนเพลงไทยสากลนั้น ต้องบอกว่า มันเริ่มจากเพลงลูกกรุงของสุเทพ วงศ์คำแหง ธานินทร์ อินทรเทพ ดาวใจ ไพจิตร รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส ชรัมภ์ เพทชัย ดาวใจ ไพรจิตร ก่อนจะมาเป็นเพลงสตริงของวงชาตรี ดอน สอนระเบียบ (ที่เอาเพลงต่างประเทศมาแปลงเนื้อเป็นเพลงไทยอย่างสนุกสนาน) แกรนด์ เอ็กซ์ รอยัล สไปรท์ แมคอินทอช แฮมเมอร์ ฟรุตตี้ ฟรีเบิร์ด ซิกเซ็นส์ คาราบาว คีรีบูน ดิ อินโนเซนท์

แต่สำหรับเพลงสากลแล้ว ผมจะได้ฟังก็ต้องรอให้มีหนังเร่ไปฉายในหมู่บ้าน
เพลง go ของ tina charles เพลง one way ticket เพลง oye co mova (ของ santana ที่ผู้บ่าวบ้านผมมักร้องตามว่า สี่นิโกรบ่หล่า) หรือ yellow river ที่ออกแนวดิสโก้อะไรพวกนี้ มันมาพร้อมกับหนังเร่ทั้งนั้น หาฟังทางวิทยุได้ยาก ยกเว้นการเปิดเพลงก่อนเปิดสถานีนาน ๆ จะมีเพลงฝรั่งให้ฟังสักที

จากนั้นก็ตามซื้อเทปพีค็อก ตามฟังเพลง tazan boy /we are the world /hello/everytime you go away/careless whisper/i just called to say i love you ถึงวันนี้ผมต้องเงี่ยหูฟังว่า coldplay จะมาไม้ไหน เพลง meet me halfway ของ ถั่วตาดำ เอ๊ย ดำตาถั่ว [black eyes peas] ว่า มันน่ารักเพียงใด โอว โอว

ผมเติบโตและแก่ชราลงไปตามลำพังกับการฟังเพลงกระแสนิยมรากหญ้ามหาชนคนไทบ้านเขาฟังกัน สุนทราภรณ์หรือ คืออะไร ? ไม่รู้จัก ไม่ชอบสำเนียง ไม่ชอบเสียงนักร้องหญิงของวงที่ดูหวานแหลมและออกแป๋น ๆ แสบแก้วหูแบบนั้น

วงดนตรีดังอย่าง eagles /the beatles/the rolling stomes นะเหรอ
อยู่ไกลวิทยุธานินทร์และเถียงนาเหลือเกิน
bob dylan/ neil young/ bruce sprinsteen /eric clapton/ jimi hendrix มันคืออะไร
ใครจะบอกเด็กเลี้ยงควายได้ล่ะบักนายเอ๊ย

ถ้าหากจะพูดถึงเพลงประจำเดือนแล้วล่ะก็
ผมมีไม่กี่เพลงที่อยากพูดถึง ผมก็คิดถึงเพลงตามฤดูเหมือนกัน

อย่างเดือนตุลาคม ก็จะคิดถึงเพลง "ตายสิบเกิดแสน" ของ คาราวาน

ที่เอาทำนองมาจากเพลง a hard rain's a - gonna fall ของ bob dylan มา ยิ่งท่อนที่ว่า

 

"เราทำงานเรามีกิน แผ่นดินไม่มีเจ้า
เรามีเหตุเรามีผล ต่างคนเทียมเท่า
เราทำงาน เราทำงานสุขสำราญไม่มีเศร้า
สังคมใหม่ผู้คนใหม่ คือไทใช่คือทาส
แล้ววันหนึ่งของเรา จะมาถึง มาถึง มาถึงซึ่งชัยโชค"


ยิ่งหนัก แน่น ครบเครื่องเรื่องชนชั้น และชั้นเชิงทางภาษาและความคิด เรียกได้ว่า "เอาอยู่"

เดือนมีนาคม ผมคิดถึงเพลง "หนาวกลางมีนา" ของ ตุ๊แครี่ออน เขาว่าอย่างไรนะ

"หนาวกลางมีนา คืนที่ฟ้าไร้จันทร์
หวานชื่นสัมผัสนั้น ก่อนที่ฉันจะหลับใหล

หนาวกลางไอร้อน มันซอกซอนในหัวใจ
เธอดั่งฝันในวันใหม่ ช่วยให้ใจคลายเร่าร้อน
 
ฉันดุ่มเดินมา จากฟ้าไกลแสนไกล
ฉันท่องไปใน โลกที่ไร้เส้นเขตแดน
มองหาในตัวตน รื้อค้นทั่วเขตแคว้น
พลันฉันพบแสง เปล่งประกาย จากใจเธอ

หนาวกลางมีนา คืนที่ฟ้าไร้จันทร์
หวานชื่นสัมผัสนั้น ก่อนที่ฉันจะหลับใหล"


เพลงอะไรจะทำให้รู้สึก เหน็บหนาวร้าวรานปานฉะนี้



หากจะมีบางเพลงให้เขียนถึงในห้วงคำนึงของเดือนกุมภาพันธ์แล้วล่ะก็
ผมอยากเขียนถึงเพลง "ลมหายใจแห่งความคิดถึง"
ผลงานเพลงของวง แม็คอินทอช วงสตริงชื่อดังเมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้ว

ผมไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องงานเพลงอะไรหรอกนะ
แต่ทุกครั้งที่ผมได้ฟังเพลงนี้ เพลงช่วยปรับสภาพอารมณ์ความรู้สึก
ให้กลับมานึก มาคิดตามเพลงแล้วพยักหน้าตามว่า มันเป็นอย่างเพลงเขาว่าจริง ๆ

กรวิก หรือ สันติ เศวตวิมล แสดงชั้นเชิงการเขียนเพลงนี้ได้อย่างแยบคาย
แม็คอินทอช ผู้ถ่ายทอดผลงานเพลงก็ตีความหมายอารมณ์เพลงได้อย่างแยบยล
โดย กิตติพันธ์ ปุณกะบุตร และอรรถพล ประเสริฐยิ่ง ทำหน้าที่เรียบเรียงและบรรเลงร้อง

ผมได้แผ่นซีดีชุด วันวานยังหวานอยู่ ของ แมคอินทอช มาเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้
มีหลายเพลงที่อยากฟัง แต่เพลงนี้ มีมนต์ขลังเอาเหลือหลาย
กว่าสองทศวรรษที่เพลงนี้เรียกน้ำตา และอารมณ์อ่อนไหวในเบื้องลึกออกมาได้เสมอ

เพลงบอกอย่างไร
หัวใจผมก็บอกตัวเองอย่างนั้น
และหวังว่าคุณคงจะได้ยินเสียงนั้น
เมื่อเราได้ฟังเพลงนี้ด้วยกัน
จนกว่าจะได้เจอกัน อีกครั้ง

--------------------------------------------------------------------
เพลง : ลมหายใจแห่งความคิดถึง
คำร้อง : กรวิก
เรียบเรียง : กิตติพันธ์ ปุณกะบุตร/อรรถพล ประเสริฐยิ่ง
ร้อง/บรรเลง : แมคอินทอช


สยาม : ยามเช้า

posted on 10 Jan 2010 07:00 by teeanmai

สยามยามเช้า
หนูเหงาเหงาวิ่งช้าช้าผ่านหน้าฉัน
จากซอกหลืบตึกรามอันเงียบงัน
จากฟากนี้สู่ฟากนั้นแล้วเร้นกาย

ยามง่วงงุนงุ่นง่านงานยามเช้า
คนหน้าเเศร้ากวาดถนนก่อนจะสาย
เศษขยะ เศษสวะ เกลื่อนกล่นราย
มือกับไม้กวาดประสานงานประจำ

ผีเสื้อราตรีโผนกายออกจากเซเว่น
ไอเย็นแผ่ซ่านย่านสยาม
คนจรนอนนิ่งข้างขวดน้ำ
โอ้ สยามยามเช้า เหงาที่สุด

edit @ 10 Jan 2010 07:13:21 by ธีร์ อันมัย

หากไม่จำเป็น ผมคงไม่ดั้นด้นจากอุบลราชธานีมายืนตัวลีบอยู่ท่ามกลางดงตึกมหึมาที่บางกรวยนี้แน่นอน

ผมกำลังทำวิทยานิพนธ์เรื่อง บทบาทหนังสือพิมพ์กับการพึ่งพาข่าวสารของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูล และที่นี่มีข้อมูลที่จำเป็นสำหรับผม

อุบลราชธานี : ตุลาคม 2537

“พวกมันไม่รักชาติ ไม่รู้จักเสียสละ ขัดขวางความเจริญของประเทศชาติ พวกมันต้องออกไปจากหน้าศาลากลางจังหวัดของพวกเรา เราต้องการความสงบ ไม่อยากให้ใครมาสร้างความวุ่นวาย ใช่ไหมพี่น้อง”
          
สิ้นเสียงประกาศของชายชุดซาฟารีสีกรมท่า ผู้คนกว่า 3,000 ชีวิตที่สนามหญ้าทุ่งศรีเมืองก็โห่ร้องขานรับ ก่อนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะขึ้นเวทีพร้อมรับพวงมาลัยดอกดาวเรืองคล้องคอ ปราศรัยทักทายมวลชนที่แสดงพลังท่ามกลางแสงแดดใกล้เที่ยง

อีกฟากถนน กลุ่มคนกว่าพันชีวิตที่ปักหลักชุมนุมมา 2 สัปดาห์ปิดเครื่องเสียงและเฝ้าฟังเสียงที่ดังกระหึ่มมาจากอีกฟากตะวันออก

“เราไม่ต้องการปะทะกับชาวบ้านด้วยกัน      เราเพียงต้องการค่าชดเชยอาชีพที่เราสูญเสียโอกาสอย่างเป็นธรรมจากการสร้างเขื่อนปากมูล 3 ปีเท่านั้น” ชายผู้ผ่านกาลฝนมาครึ่งศตวรรษตะโกนย้ำจุดยืนของการยึดสนามหญ้าหน้าศาลากลางจังหวัดกับกลุ่มผู้ร่วมชุมนุมที่มีท่าทีร้อนรน

กรุงเทพฯ : มิถุนายน 2543         

“มันเป็นเรื่องธรรมดาเกินไป เพราะเขาชุมนุมตลอด เราไม่เห็นว่ามันจะมีประเด็นอะไรน่าเล่น”
บรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์คนหนึ่งบอกกับผม เมื่อผมถามว่า ชาวบ้านชุมนุมที่สันเขื่อนปากมูลเป็นปีทำไมไม่มีข่าวเลย

“เราก็พยายามจะหาแง่มุมนำเสนอนะ แต่ข้อเรียกร้องของพวกเขาก็เหมือนเดิม ไม่มีความคืบหน้า รัฐบาลไม่ตอบรับ”บรรณาธิการคนเดิมอธิบายปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถเป็นข่าวได้ “นักข่าวรุ่นใหม่เองก็ไม่ได้มีพื้นฐานความคิดด้านการเมืองภาคประชาชน ให้เขาไปทำข่าวเขาก็จะมองแต่เรื่องน่าสนใจ แต่ไม่สนใจว่ามันมีประเด็นสำคัญอะไร พอส่งข่าวเข้ามามันก็ไม่แหลมคม เมื่อแข่งกับอีก 100 ข่าว เราก็เลือกที่มันแหลมคมกว่า เราให้ความสำคัญนะ แต่บางทีคนข่าวก็มองไม่ทะลุ”

“เราไม่ไว้ใจคนที่นำชาวบ้านมา เราก็ไม่อยากทำข่าว”บรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์อีกฉบับจ้องหน้าผมและระบายความในใจของเขาออกมา “เราเห็นใจคนที่เดือดร้อน แต่ไม่เห็นว่าจะต้องประท้วงให้รถติดให้คนเขาเดือดร้อน มันไม่ใช่คำตอบ เราน่าจะสามารถเจรจาได้”

“เขาประท้วงเพราะต้องการพื้นที่สาธารณะ ต้องการให้สังคมได้รับรู้ว่า แม้เวลาจะผ่านไปเป็นสิบปีแล้วก็ตามที แต่ชะตากรรม หรือผลกระทบที่พวกเขาได้รับนั้น มันยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือเยียวยาอย่างเป็นธรรมเลย และสื่อเองก็ไม่ได้เปิดพื้นที่ให้พวกเขา ไม่ฟังสารที่เขาต้องการจะสื่อแม้แต่น้อย”นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนอธิบายว่า “สื่อจะสนใจก็ต่อเมื่อชาวบ้านปีนทำเนียบฯ ถูกหมากัดผู้หญิงนุ่งกระโจมอกกระโดดคลองน้ำเน่าหน้าทำเนียบฯ  หรือข่าวที่คนเอาขี้ราดตัวเองประท้วงธนาคารเท่านั้น ตกลงสื่อจะขายความรุนแรงและเรื่องเร้าอารมณ์มากกว่า แต่เนื้อในกลับไปไม่ถึง”

โขงเจียม อุบลราชธานี : พฤศจิกายน 2537         

การเดินทางไกลจากศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูล สิ้นสุดลงที่สันเขื่อนปากมูล เมื่อเวลาผ่านไปกว่าสัปดาห์

ค่ำคืนต้นฤดูหนาวริมสันเขื่อน ผู้เข้าชุมนุมหลับใหลเพราะเหนื่อยอ่อน คนหนุ่มสาวกว่าสิบชีวิตนั่งล้อมวงข้างกองไฟ พวกเขาคุยกันถึงประเด็นข่าวที่จะนำเสนอในวันพรุ่งนี้

“สิ่งที่รัฐบาลละเลยมาตลอดก็คือ ต้นทุนทางสังคมที่ชาวบ้านต้องจ่ายไปอยากมหาศาล”

“ตอนแรกเรามองว่า แค่ค่าชดเชยที่อยู่อาศัยที่ดินทำกินก็น่าจะพอ แต่พอชาวบ้านปากมูล ลุกขึ้นมาทวงค่าเสียโอกาสการทำมาหากินมันก็ทำให้เราตาสว่างขึ้นมาว่า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าด้วยการสร้างเขื่อนปั่นไฟที่รัฐพยายามบอกว่า ลงทุนต่ำนั้น มันไม่ได้บวกรวมวิถีชีวิต โอกาสการทำมาหากินของผู้คนที่ได้รับผลกระทบ และธรรมชาติที่สูญเสียไปเลยนี่หว่า”

 อุบลราชธานี : เมษายน 2543     

“ทีเรื่องไข่พญานาค คุณขายข่าวได้ครึ่งเดือน แล้วมาบอกว่าข่าวเขื่อนปากมูลขายไม่ได้ เพราะคุณไม่มีฝีมือนะสิ เรื่องไม่จริงคุณยังทำให้คนสนใจได้ แต่เรื่องจริงไม่สามารถทำได้ ถ้าไม่มีฝีมือก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร” นักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเชียงใหม่ให้คำตอบบางอย่างต่อบทบาทของสื่อมวลชน

ขณะที่ราษฎรอาวุโสบอกกับผมว่า จะโทษสื่อมวลชนว่าไม่สนใจเรื่องชาวบ้านอย่างเดียวไม่ได้ ต้องไปมองที่รากฐานที่การศึกษาไม่ได้หล่อหลอมให้คนสนใจเรื่องของชาวบ้าน แต่ให้สนใจอำนาจ คนที่จบการศึกษามาเป็นสื่อมวลชนก็ต้องเดินตามทางนั้น

บางกรวย : พฤศจิกายน 2543

“พวกมันคือศัตรูของเรา”เป็นคำบรรยายประกอบภาพที่ติดอยู่ภายใต้อาคารที่ผมผ่านพบที่นี่

สมปอง เวียงจันทร์ ทองเจริญ สีหาธรรม เปาโล คำสวัสดิ์และแกนนำชาวบ้านที่ทวงความอยู่เย็นเป็นสุขให้ครอบครัวและชุมชนลุ่มน้ำมูลมานับสิบปีได้กลายเป็นศัตรูของคนที่นี่และถูกประกาศอย่างเปิดเผยภายใต้ตึกมูลค่ามหาศาล

หากไม่มีความจำเป็น ผมคงไม่ดั้นด้นจากอุบลราชธานีมายืนตัวลีบอยู่ท่ามกลางดงตึกมหึมาที่บางกรวยนี้และคงไม่เห็นป้ายประกาศเหล่านี้

อากาศข้างนอกร้อนผ่าว ช่างต่างจากอากาศเย็นฉ่ำด้วยแอร์ คอนดิชั่นภายในตึกนั้นลิบลับ ผมก้าวขึ้นรถเมล์พร้อมกับความรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ผมมีเวลาไม่มากนักสำหรับการทำวิจัย แต่เที่ยงวันนี้ รถติดมหาศาล คงอีกหลายชั่วโมงกว่าผมไปถึงจุดหมายต่อไป

อุบลราชธานี : พฤษภาคม 2548

นับตั้งแต่แม่น้ำมูลที่เป็นแหล่งข้าวปลานาน้ำของพวกเขาไม่สามารถให้อาหารอันอุดมสมบูรณ์ได้แล้ว วิถีชีวิตของพวกเขาก็ถูกเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง หลังการต่อสู้ เรียกร้องมายาวนานนับสิบปี พวกเขาก็พบแต่ความว่างเปล่า

หน้ารัฐสภา : มีนาคม 2548

นี่เป็นการชุมนุมครั้งแรกของพวกเขา หลังจากถูกไล่รื้อเพิงพักที่ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อ 2 ปีก่อนและถูกกวาดต้อนขึ้นรถให้กลับภูมิลำเนา

พวกเขาคงไม่กลับมาอีก หากผู้นำที่ลงมากินข้าวเหนียว ส้มตำกับพวกเขารับฟังด้วยหัวใจและมองว่า การฟื้นฟูวิถีชีวิตของพวกเขาเป็นเรื่องจริงจังและเลือกฟังผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมากกว่าผลสำรวจความคิดเห็น

พวกเขาคงไม่กลับมาอีก หากสัญญาการแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลให้ไว้ได้ถูกปฏิบัติจริงจัง

“เราแค่ต้องการจะบอกกับพี่น้องประชาชนว่า ภายใต้นโยบายประชานิยมนั้น รัฐบาลได้ละเลยปัญหาของคนยากคนจนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐไว้และกลบเกลื่อนด้วยการบอกว่า ได้แก้ไปแล้ว และสร้างตราบาปให้คนที่เดือดร้อนแล้วลุกขึ้นมาทวงถามความเป็นธรรมว่า ขัดขวางความเจริญ”

อุบลราชธานี : พฤษภาคม 2548

มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 8 มิถุนายน 2547  ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเลื่อนการเปิดประตูเขื่อนปากมูลจากวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม ของทุกปีเป็นวันที่ 1 พฤษภาคม – 31 สิงหาคมของทุกปี

ฝนต้นฤดูทำหน้าที่ประปราย สายน้ำมูลที่เคยตื้นเขินเริ่มมีสีขุ่น ปริมาณน้ำสูงขึ้น แต่ประตูเขื่อนยังปิดสนิทด้วยภัยแล้งเป็นเหตุ

“ต้องมาดูของจริงในพื้นที่ ชาวบ้านท้ายเขื่อนจับปลาน้ำโขงขายกันเป็นว่าเล่น เพราะนี่มันเป็นฤดูปลาวางไข่ ที่บอกว่าภัยแล้ง ก็มันหน้าแล้งจะให้มีน้ำไปถึงไหน เท่าที่ทราบกระทรวงมหาดไทยก็บอกว่าภัยแล้งที่อุบลฯไม่ได้รุนแรงแล้ว”  

อุบลราชธานี : ปลายพฤษภาคม 2550

รัฐบาลเผด็จการทหารที่ผสมข้ามสายพันธุ์กับขุนนางนักวิชาการและขุนนางเอ็นจีโอที่มาจากการรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ได้มีมติคณะรัฐมนตรีให้ปิดเขื่อนปากมูลเป็นการถาวร โดยไม่สนใจว่า การต่อสู้เรียกร้องของชาวบ้านที่ผ่านมามีเหตุผลกลใด ไม่สนใจว่าข้อเสนอจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจะมีทางออกอย่างไรสำหรับชาวบ้านสองฝั่งน้ำมูล แทบไม่มีข่าวจากสื่อมวลชนกระแสหลัก

จะมีก็เพียงการโหมประโคมปลุกระดมผู้คนให้สังคมไทยเปี่ยมอุดมด้วยคุณธรรม ส่งเสริมให้ไพร่ฟ้าหน้าดำทำดีและรู้จักพอเพียง ถึงจะสิ้นเนื้อประดาตัวพวกเขาก็ไม่ถูกละเว้น

อุบลราชธานี : ตุลาคม 2550

น้ำมูลไหลเอ่อจนล้นสองฝั่งแลดูอวบอิ่มสมบูรณ์ ไม่มีข่าวจากชาวบ้านปากมูล สื่อประโคมอุดมการณ์ชาตินิยมผสมคุณธรรม ข่าวการเลือกตั้ง ข่าวดารบตบตีแย่งชาย ข่าวนางงามกลบข่าวข้อมูลลับของคณะรัฐประหารที่ต้องการสืบทอดอำนาจ

...

ชาวบ้านปากมูลยังคงตั้งคำถามแม้จะถูกตวาดและหวดแรง ๆ แทนคำตอบ แรงตวาดแรงหวดนั้นไม่ได้มาจากอำนาจรัฐเท่านั้น ไม่แน่ อาจมาจากคุณ จากผม ที่เริ่มมองชาวบ้านปากมูลเป็นคนอื่นในสังคมคุณธรรม

ผมเรียนจบหลายปีแล้ว ประสบการณ์และบทเรียนที่เกิดจากการลุกขึ้นสู้ของพวกเขาล้วนสูงค่าและเป็นครูของผม และจะเป็นอยู่ตลอดไป

edit @ 10 Jan 2010 13:32:50 by ธีร์ อันมัย