ผู้สื่อข่าวจากที่ราบสูง
posted on 27 Oct 2007 15:51 by teeanmaiบางกรวย : พฤศจิกายน 2543
หากไม่มีความจำเป็น
ผมคงไม่ดั้นด้นจากอุบลราชธานีมายืนตัวลีบอยู่ท่ามกลางดงตึกมหึมาที่บางกรวยนี้แน่นอน
ผมกำลังทำวิทยานิพนธ์เรื่อง บทบาทหนังสือพิมพ์กับการพึ่งพาข่าวสารของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูล
และที่นี่มีข้อมูลที่จำเป็นสำหรับผม
อุบลราชธานี : ตุลาคม 2537
“พวกมันไม่รักชาติ ไม่รู้จักเสียสละ
ขัดขวางความเจริญของประเทศชาติ พวกมันต้องออกไปจากหน้าศาลากลางจังหวัดของพวกเรา
เราต้องการความสงบ ไม่อยากให้ใครมาสร้างความวุ่นวาย ใช่ไหมพี่น้อง”
สิ้นเสียงประกาศของชายชุดซาฟารีสีกรมท่า
ผู้คนกว่า 3,000 ชีวิตที่สนามหญ้าทุ่งศรีเมืองก็โห่ร้องขานรับ
ก่อนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะขึ้นเวทีพร้อมรับพวงมาลัยดอกดาวเรืองคล้องคอ
ปราศรัยทักทายมวลชนที่แสดงพลังท่ามกลางแสงแดดใกล้เที่ยง
อีกฟากถนน กลุ่มคนกว่าพันชีวิตที่ปักหลักชุมนุมมา
2 สัปดาห์ปิดเครื่องเสียงและเฝ้าฟังเสียงที่ดังกระหึ่มมาจากอีกฟากตะวันออก
“เราไม่ต้องการปะทะกับชาวบ้านด้วยกัน
เราเพียงต้องการค่าชดเชยอาชีพที่เราสูญเสียโอกาสอย่างเป็นธรรมจากการสร้างเขื่อนปากมูล
3 ปีเท่านั้น” ชายผู้ผ่านกาลฝนมาครึ่งศตวรรษตะโกนย้ำจุดยืนของการยึดสนามหญ้าหน้าศาลากลางจังหวัดกับกลุ่มผู้ร่วมชุมนุมที่มีท่าทีร้อนรน
กรุงเทพฯ : มิถุนายน 2543
“มันเป็นเรื่องธรรมดาเกินไป เพราะเขาชุมนุมตลอด
เราไม่เห็นว่ามันจะมีประเด็นอะไรน่าเล่น”
บรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์คนหนึ่งบอกกับผม
เมื่อผมถามว่า ชาวบ้านชุมนุมที่สันเขื่อนปากมูลเป็นปีทำไมไม่มีข่าวเลย
“เราก็พยายามจะหาแง่มุมนำเสนอนะ แต่ข้อเรียกร้องของพวกเขาก็เหมือนเดิม ไม่มีความคืบหน้า รัฐบาลไม่ตอบรับ”บรรณาธิการคนเดิมอธิบายปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถเป็นข่าวได้ “นักข่าวรุ่นใหม่เองก็ไม่ได้มีพื้นฐานความคิดด้านการเมืองภาคประชาชน ให้เขาไปทำข่าวเขาก็จะมองแต่เรื่องน่าสนใจ แต่ไม่สนใจว่ามันมีประเด็นสำคัญอะไร พอส่งข่าวเข้ามามันก็ไม่แหลมคม เมื่อแข่งกับอีก 100 ข่าว เราก็เลือกที่มันแหลมคมกว่า เราให้ความสำคัญนะ แต่บางทีคนข่าวก็มองไม่ทะลุ”
“เราไม่ไว้ใจคนที่นำชาวบ้านมา เราก็ไม่อยากทำข่าว”บรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์อีกฉบับจ้องหน้าผมและระบายความในใจของเขาออกมา “เราเห็นใจคนที่เดือดร้อน แต่ไม่เห็นว่าจะต้องประท้วงให้รถติดให้คนเขาเดือดร้อน มันไม่ใช่คำตอบ เราน่าจะสามารถเจรจาได้”
“เขาประท้วงเพราะต้องการพื้นที่สาธารณะ ต้องการให้สังคมได้รับรู้ว่า แม้เวลาจะผ่านไปเป็นสิบปีแล้วก็ตามที แต่ชะตากรรม หรือผลกระทบที่พวกเขาได้รับนั้น มันยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือเยียวยาอย่างเป็นธรรมเลย และสื่อเองก็ไม่ได้เปิดพื้นที่ให้พวกเขา ไม่ฟังสารที่เขาต้องการจะสื่อแม้แต่น้อย”นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนอธิบายว่า “สื่อจะสนใจก็ต่อเมื่อชาวบ้านปีนทำเนียบฯ ถูกหมากัดผู้หญิงนุ่งกระโจมอกกระโดดคลองน้ำเน่าหน้าทำเนียบฯ หรือข่าวที่คนเอาขี้ราดตัวเองประท้วงธนาคารเท่านั้น ตกลงสื่อจะขายความรุนแรงและเรื่องเร้าอารมณ์มากกว่า แต่เนื้อในกลับไปไม่ถึง”
โขงเจียม อุบลราชธานี : พฤศจิกายน 2537
การเดินทางไกลจากศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูล สิ้นสุดลงที่สันเขื่อนปากมูล เมื่อเวลาผ่านไปกว่าสัปดาห์
ค่ำคืนต้นฤดูหนาวริมสันเขื่อน ผู้เข้าชุมนุมหลับใหลเพราะเหนื่อยอ่อน คนหนุ่มสาวกว่าสิบชีวิตนั่งล้อมวงข้างกองไฟ พวกเขาคุยกันถึงประเด็นข่าวที่จะนำเสนอในวันพรุ่งนี้
“สิ่งที่รัฐบาลละเลยมาตลอดก็คือ ต้นทุนทางสังคมที่ชาวบ้านต้องจ่ายไปอยากมหาศาล”
“ตอนแรกเรามองว่า แค่ค่าชดเชยที่อยู่อาศัยที่ดินทำกินก็น่าจะพอ แต่พอชาวบ้านปากมูล ลุกขึ้นมาทวงค่าเสียโอกาสการทำมาหากินมันก็ทำให้เราตาสว่างขึ้นมาว่า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าด้วยการสร้างเขื่อนปั่นไฟที่รัฐพยายามบอกว่า ลงทุนต่ำนั้น มันไม่ได้บวกรวมวิถีชีวิต โอกาสการทำมาหากินของผู้คนที่ได้รับผลกระทบ และธรรมชาติที่สูญเสียไปเลยนี่หว่า”
อุบลราชธานี : เมษายน 2543
“ทีเรื่องไข่พญานาค คุณขายข่าวได้ครึ่งเดือน แล้วมาบอกว่าข่าวเขื่อนปากมูลขายไม่ได้ เพราะคุณไม่มีฝีมือนะสิ เรื่องไม่จริงคุณยังทำให้คนสนใจได้ แต่เรื่องจริงไม่สามารถทำได้ ถ้าไม่มีฝีมือก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร” นักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเชียงใหม่ให้คำตอบบางอย่างต่อบทบาทของสื่อมวลชน
ขณะที่ราษฎรอาวุโสบอกกับผมว่า จะโทษสื่อมวลชนว่าไม่สนใจเรื่องชาวบ้านอย่างเดียวไม่ได้ ต้องไปมองที่รากฐานที่การศึกษาไม่ได้หล่อหลอมให้คนสนใจเรื่องของชาวบ้าน แต่ให้สนใจอำนาจ คนที่จบการศึกษามาเป็นสื่อมวลชนก็ต้องเดินตามทางนั้น
บางกรวย : พฤศจิกายน 2543
“พวกมันคือศัตรูของเรา”เป็นคำบรรยายประกอบภาพที่ติดอยู่ภายใต้อาคารที่ผมผ่านพบที่นี่
สมปอง เวียงจันทร์ ทองเจริญ สีหาธรรม เปาโล คำสวัสดิ์และแกนนำชาวบ้านที่ทวงความอยู่เย็นเป็นสุขให้ครอบครัวและชุมชนลุ่มน้ำมูลมานับสิบปีได้กลายเป็นศัตรูของคนที่นี่และถูกประกาศอย่างเปิดเผยภายใต้ตึกมูลค่ามหาศาล
หากไม่มีความจำเป็น ผมคงไม่ดั้นด้นจากอุบลราชธานีมายืนตัวลีบอยู่ท่ามกลางดงตึกมหึมาที่บางกรวยนี้และคงไม่เห็นป้ายประกาศเหล่านี้
อากาศข้างนอกร้อนผ่าว ช่างต่างจากอากาศเย็นฉ่ำด้วยแอร์ คอนดิชั่นภายในตึกนั้นลิบลับ ผมก้าวขึ้นรถเมล์พร้อมกับความรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ผมมีเวลาไม่มากนักสำหรับการทำวิจัย แต่เที่ยงวันนี้ รถติดมหาศาล คงอีกหลายชั่วโมงกว่าผมไปถึงจุดหมายต่อไป
อุบลราชธานี : พฤษภาคม 2548
นับตั้งแต่แม่น้ำมูลที่เป็นแหล่งข้าวปลานาน้ำ[1]ของพวกเขาไม่สามารถให้อาหารอันอุดมสมบูรณ์ได้แล้ว วิถีชีวิตของพวกเขาก็ถูกเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง หลังการต่อสู้ เรียกร้องมายาวนานนับสิบปี พวกเขาก็พบแต่ความว่างเปล่า
หน้ารัฐสภา : มีนาคม 2548
นี่เป็นการชุมนุมครั้งแรกของพวกเขา หลังจากถูกไล่รื้อเพิงพักที่ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อ 2 ปีก่อนและถูกกวาดต้อนขึ้นรถให้กลับภูมิลำเนา
พวกเขาคงไม่กลับมาอีก หากผู้นำที่ลงมากินข้าวเหนียว ส้มตำกับพวกเขารับฟังด้วยหัวใจและมองว่า การฟื้นฟูวิถีชีวิตของพวกเขาเป็นเรื่องจริงจังและเลือกฟังผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมากกว่าผลสำรวจความคิดเห็น
พวกเขาคงไม่กลับมาอีก หากสัญญาการแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลให้ไว้ได้ถูกปฏิบัติจริงจัง
“เราแค่ต้องการจะบอกกับพี่น้องประชาชนว่า ภายใต้นโยบายประชานิยมนั้น รัฐบาลได้ละเลยปัญหาของคนยากคนจนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐไว้และกลบเกลื่อนด้วยการบอกว่า ได้แก้ไปแล้ว และสร้างตราบาปให้คนที่เดือดร้อนแล้วลุกขึ้นมาทวงถามความเป็นธรรมว่า ขัดขวางความเจริญ”
อุบลราชธานี : พฤษภาคม 2548
มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 8 มิถุนายน 2547 ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเลื่อนการเปิดประตูเขื่อนปากมูลจากวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม ของทุกปีเป็นวันที่ 1 พฤษภาคม – 31 สิงหาคมของทุกปี
ฝนต้นฤดูทำหน้าที่ประปราย สายน้ำมูลที่เคยตื้นเขินเริ่มมีสีขุ่น ปริมาณน้ำสูงขึ้น แต่ประตูเขื่อนยังปิดสนิทด้วยภัยแล้งเป็นเหตุ
“ต้องมาดูของจริงในพื้นที่ ชาวบ้านท้ายเขื่อนจับปลาน้ำโขงขายกันเป็นว่าเล่น เพราะนี่มันเป็นฤดูปลาวางไข่ ที่บอกว่าภัยแล้ง ก็มันหน้าแล้งจะให้มีน้ำไปถึงไหน เท่าที่ทราบกระทรวงมหาดไทยก็บอกว่าภัยแล้งที่อุบลฯไม่ได้รุนแรงแล้ว”
อุบลราชธานี : ปลายพฤษภาคม 2550
รัฐบาลเผด็จการทหารที่ผสมข้ามสายพันธุ์กับขุนนางนักวิชาการและขุนนางเอ็นจีโอที่มาจากการรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ได้มีมติคณะรัฐมนตรีให้ปิดเขื่อนปากมูลเป็นการถาวร โดยไม่สนใจว่า การต่อสู้เรียกร้องของชาวบ้านที่ผ่านมามีเหตุผลกลใด ไม่สนใจว่าข้อเสนอจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจะมีทางออกอย่างไรสำหรับชาวบ้านสองฝั่งน้ำมูล แทบไม่มีข่าวจากสื่อมวลชนกระแสหลัก
จะมีก็เพียงการโหมประโคมปลุกระดมผู้คนให้สังคมไทยเปี่ยมอุดมด้วยคุณธรรม ส่งเสริมให้ไพร่ฟ้าหน้าดำทำดีและรู้จักพอเพียง ถึงจะสิ้นเนื้อประดาตัวพวกเขาก็ไม่ถูกละเว้น
อุบลราชธานี : ตุลาคม 2550
น้ำมูลไหลเอ่อจนล้นสองฝั่งแลดูอวบอิ่มสมบูรณ์ ไม่มีข่าวจากชาวบ้านปากมูล สื่อประโคมอุดมการณ์ชาตินิยมผสมคุณธรรม ข่าวการเลือกตั้ง ข่าวดารบตบตีแย่งชาย ข่าวนางงามกลบข่าวข้อมูลลับของคณะรัฐประหารที่ต้องการสืบทอดอำนาจ
...
ชาวบ้านปากมูลยังคงตั้งคำถามแม้จะถูกตวาดและหวดแรง ๆ แทนคำตอบ แรงตวาดแรงหวดนั้นไม่ได้มาจากอำนาจรัฐเท่านั้น ไม่แน่ อาจมาจากคุณ จากผม ที่เริ่มมองชาวบ้านปากมูลเป็นคนอื่นในสังคมคุณธรรม
ผมเรียนจบหลายปีแล้ว ประสบการณ์และบทเรียนที่เกิดจากการลุกขึ้นสู้ของพวกเขาล้วนสูงค่าและเป็นครูของผม และจะเป็นอยู่ตลอดไป